My pix

My pix
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พันเอก ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พันเอก ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สหรัฐอเมริกา; ความมั่นคงศึกษา – เมื่อถึงเวลาทหารกลับบ้าน แล้วไปเลือกประธานาธิบดี

พันเอก ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
นักวิชาการด้านความมั่นคงอิสระ





             ข่าวการเสียชีวิตของ อุซามะห์ บิน ลาดิน (Osama Bin Laden) ผู้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและหัวหน้ากลุ่มอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากลมุสลิมนิกายซุนนี จากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกา ได้ปรากฏเป็นข่าวที่ตามสื่อทั่วโลก นอกจากนี้ได้มีประชาชนสหรัฐฯ จำนวนมากออกมาเฉลิมฉลอง แสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้เพราะ มีความรู้สึกสะใจ หรือ ดีใจ ที่ความรู้สึกเจ็บปวดจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 11 ก.ย. 44 ได้รับการสะสางหรือแก้แค้น

            อย่างไรก็ตามความดีใจเกิดขึ้นได้ไม่นานก็ปรากฏข่าวสารต่างๆ ที่ทะยอยออกตามมา ภายหลังจากการประกาศอย่างเป็นการว่า บิน ลาดิน ได้เสียชีวิต โดย บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าให้ระมัดระวังการก่อการร้ายในระดับที่สูงสุด เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการแก้แค้นให้กับ บิน ลาดิน โดยกลุ่มก่อการร้าย

            นอกจากนี้การเสียชีวิตของบิน ลาดิน กับกลายมาเป็นคำถามว่าเขาเสียชีวิตจริงหรือไม่ เพราะมีการส่งภาพที่ตกแต่งโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แพร่กระจายอยู่บนอินเตอร์เน็ต ประกอบกับการปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการฝังศพ และ การตรวจ DNA ยืนยัน ทำให้หลายๆ ฝ่ายต่างกังขากับข่าวสารที่ออกมา ถึงแม้จะมีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี โอบามา ยืนยันก็ตาม แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผลกระทบจากการแถลงการณ์ฯ และการเสียชีวิตของ บิน ลาดิน จะนำไปสู่อะไรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป แต่จากนี้ไป กองกำลังของสหรัฐฯ คงจะได้กลับบ้านเพราะภารกิจที่สำคัญได้เสร็จสิ้นลงแล้ว


สถานะปัจจุบันของทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน และอิรัก

            ปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ มีกำลังพลประจำการในอัฟกานิสถาน 90,000 นาย ภายใต้การนำของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) หรือที่เรียกว่า นาโต้ โดย สหรัฐฯ ได้สูญเสียกำลังไปในสมรภูมิอัฟกานิสถาน 1,406 นาย บาดเจ็บ 10,944 นาย กองกำลังรับจ้างของสหรัฐฯ (Private Military Company or Contractors) เสียชีวิต 1,764 คน และบาดเจ็บ 11,758 คน (ยอดวันที่ 4/5/54 จากเวบ Wikipedia) นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มส่งกำลังเข้าไปในอัฟกานิสถาน เมื่อเกือบ 10 ปีก่อนหน้านี้ ภายหลังจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 11 ก.ย. 44 ด้วยข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงผู้ก่อการร้าย

            ส่วนในพื้นทีใกล้เคียงอย่างอิรัก ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีทหารประจำการอยู่ 47,000 นาย เสียชีวิตทหารไป 4.444 นาย บาดเจ็บ 32,051 นาย เป็นทหารชาย 98% ชั้นประทวน 91% ทหารประจำการ 82% กองกำลังทหารป้องกันชาติ (National Guard) 11% ทหารที่เสียชีวิตที่อายุต่ำกว่า 25 ปี 54% ทหารบกเสียชีวิตมากที่สุด 72% สำหรับผู้บาดเจ็บ ที่สาหัสนั้นมีถึง 20% (ข้อมูลจาก เวบ usliberals.about.com)

            สำหรับค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ในส่งกองกำลังทหารออกมาประจำการในอัฟกานิสถาน ทางส่วนงานวิจัยของสภาสหรัฐฯ (The Congressional Research Service (CRS)) ประมาณค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 108 พันล้านบาทต่อเดือน) และรวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มส่งกำลังเข้าไปในอิรัก นั้นปัจจุบัน ใช้งปประมาณไปกว่า 4.01 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120.3 ล้านล้านบาท)

            ส่วนอิรักนั้นสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า โดยทางส่วนงานวิจัยของสภาสหรัฐฯ (The Congressional Research Service (CRS)) และ อิโคโนมิสต์ (The Economist) ได้ประมาณการค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ว่าใช้งบประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อสัปดาห์) ไปจนถึง 12 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 36 หมื่นล้านบาทต่อเดือน) และรวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มส่งกำลังเข้าไปในอิรัก นั้นปัจจุบัน ใช้งปประมาณไปกว่า 7.88 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 236.4 ล้านล้านบาท)

            ค่าใช้จ่ายรวมทั้งในอัฟกานิสถานและอิรักจนถึงปัจจุบันนั้นสหรัฐฯ ใช้งบประมาณรวม 11.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 356.7 ล้านล้านบาท) หากอยากทราบว่าเป็นงบประมาณทีมากแค่ไหน ให้ลองเปรียบเทียบดูกับ GDP ของประเทศไทยในปี 53 อยู่ที่ 584.768 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สหรัฐฯ จะมีค่าใช้จ่ายในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ต่อปีนั้นประมาณหนึ่งในสามของ GDP ประเทศไทย

            ส่วนสาเหตุที่ค่าใช้จ่ายในอิรักของสหรัฐฯ ใช้งบประมาณที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายในอัฟกานิสถาน เพราะสหรัฐฯ รับผิดชอบการปฏิบัติการในอิรักทั้งหมด ส่วนในอัฟกานิสถานนั้น องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบหลัก สหรัฐฯ นั้นเพียงแต่ส่งกำลังทหารเข้าร่วม (เข้าร่วมในสัดส่วนมากที่สุด) โดยในสหรัฐฯ นั้นมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการส่งกำลังทหารเข้าไปใน อิรักและอัฟกานิสถาน ได้พยายามเผยแพร่ข้อมูลงบประมาณ และการสูญเสีย ตัวอย่างเช่น ในเวบไซต์ cost of war ได้แสดงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาในหลักวินาที


นโยบายพาทหารกลับบ้าน

            หากย้อนไปในช่วงก่อนที่ประธานาธิบดี โอบามา จะขึ้นรับตำแหน่งนั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนคือ เขามีนโยบายที่สวนทางกับ อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในเรื่องการทำสงครามกับอิรัก ประธานาธิบดี โอบามา นั้นมีท่าที่ต่อต้านการทำสงครามกับอิรัก และยังเคยหาเสียงด้วยซ้ำว่า หากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานธิบดีสหรัฐฯ เขาจะถอนกำลังออกจากอิรักภายใน 16 เดือน

            นอกจากนี้ ประธานาธิบดี โอบามา ยังได้แสดงเจตจำนงค์ตอนหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีว่า ถ้าหากเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะออกกฎหมายตัดงบประมาณประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อยุติการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาได้ เพื่อนำมาใช้ในระบบการป้องกันประเทศ มีแนวคิดที่จะลดการพัฒนาขีดความสามารถทางการรบและระบบอาวุธลง รวมถึงการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด โดยเริ่มจากการลดการสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์ที่มีประจำการในปัจจุบันลง อีกทั้งออกกฎหมายห้ามการผลิตหรือหาวัตถุดิบในการผลิตอาวุธ จากทั่งโลก รวมถึงความพยายามในการหาทางเจรจากับรัสเซียเพื่อลด ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่าง สหรัฐฯ กับรัสเซีย

            ต่อมาเมื่อโอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 19 ม.ค.52 และ เมื่อ เม.ย.52 ประธานาธีบดี โอบามา ได้เดินทางไปที่อิรัก และกล่าวว่า เขาจะลดทหารสหรัฐฯ และถอนกำลังทหารออกจากอิรักลงในห้วงเวลา 18 เดือนข้างหน้า และให้ชาวอิรัก เลือกแนวทางความมั่นคงและรับผิดชอบตนเอง หลังจากการตัดสินใจยุติภารกิจในอิรัก โดยการค่อยๆ ลดกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการลง ทำให้สหรัฐฯ สามารถที่จะเพิ่มกำลังทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานได้ ต่อมาเมื่อ ธ.ค.52 ประธานาธิบดี โอบามา ได้ประกาศเพิ่มทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานจำนวน 35,000 นาย ตามที่ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ และองค์การนาโตในอัฟกานิสถาน ร้องขอ


ภาพที่ 1 สถิติการเสียชีวิต International Security Assistance Forc: ISAF ในอัฟกานิสถาน



        ในภาพที่ 1 แสดงให้เห็นระดับความรุนแรงของสถานการณ์ที่มีทิศทางที่รุนแรงมาในห้วง ปี 50 และสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย จนกระทั้ง สหรัฐฯ เพิ่มกำลังเข้าไปในอัฟกานิสถาน ในปี 53 โดยการปฏิบัติการทางทหารที่เพิ่มมากขึ้นได้ส่งผลให้ กองกำลัง ISAF เริ่มทำการรุก ทำให้กลุ่มตาลีบาน เสียชีวิตไปกว่า 900 คน และในช่วงดังกล่าวมีการใช้ ระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device) จำนวนมาก และส่งผลให้ทหารของ ISAF ที่มีสหรัฐฯ ประจำการเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย

            แต่บนการปฏิบัติการทางหหารที่เพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกัน ก็เริ่มมีการผลักดันใหเกิดการเจรจา โดยประธานาธิบดี ฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) ของอัฟกานิสถาน เพื่อให้เกิดสันติภาพมากขึ้นไป โดยความพยายามจะเจรจากับกลุ่มตาลีบาน พร้อมๆ กับการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ แต่ในช่วงเดือน ก.ค53 สหรัฐฯ ก็เริ่มประสบปัญหาในการปฏิบัติการพอสมควร เนื่องจากชาวบ้านไม่ชอบทหาร ไม่ยอมรับความช่วยเหลือต่างๆ จากกองทัพสหรัฐฯ และรวมไปถึงการขว้างปาหินใส่กองกำลังทหารสหรัฐฯ ขณะกำลังลาดตระเวณ

            แต่อย่างไรก็ตามตลอดช่วงปี 53 สหรัฐฯ ได้เพิ่มระดับการปฏิบัติการทางทหารจำนวนมาก เพื่อกดดันกับกลุ่มตาลีบาน และสหรัฐฯ ยังมีแผนที่จะถอนกำลังออกจาก อัฟกานิสถาน โดยส่งมอบการรักษาเสถียรภาพให้กับกองกำลังรักษาความปลอดภัยของอัฟกานิสถาน ในเดือน ก.ค.54 ดังจะเห็นได้จากการเร่งสร้างกองทัพกองทัพบกอัฟกานิสถาน จำนวน 134,000 นาย เมื่อ ต.ค.53 และมีเป้าหมายให้กองทัพอัฟกานิสถานมีกำลังทหารบก 171,000 นาย ภายในปี 54

ภาพที่ 2 แสดงระดับกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในอิรัก


            ในสำหรับสถานการณ์ในอิรัก ภาพที่ 2 จะแสดงให้เห็นถึงกำลังทหารประจำการในอิรักมีแนวโน้มที่ลดลงตามนโยบายของ ประธานาธิบดี โอบามา ประกาศไว้เมื่อ 1 ก.ย.53 อย่างเป็นทางการว่าจะยุติภารกิจสู้รบของทหารอเมริกันในอิรักที่ดำเนินมานาน 7 ปี และบอกกับชาวอเมริกันว่าภารกิจหลักคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ โดยกล่าวชมกองทัพว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ เสียสละ รวมถึงกล่าวว่าภารกิจสู้รบของทหารอเมริกันในอิรักได้ยุติลงแล้ว ต่อจากนี้ไปสหรัฐฯ จะเริ่มถอนกำลังออกจากอิรัก และให้ชาวอิรักจัดการและรับผิดชอบดูแลความมั่นคงของประเทศตนเอง และเขายังได้กล่าวยืนยันว่าเขาได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าเขาจะนำทหารสหรัฐฯ กลับบ้าน

            ผลจากการประกาศยุติการส่งทหารเข้าไปประจำการในอิรัก ของประธานาธิบดี โอบามา ได้มีนักวิเคราะห์หลายคนได้มองว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดี โอบามา ครั้งนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของเขา 4 ด้านคือ

                1) เป็นการทำตามนโยบายที่ได้ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ได้คะแนนนิยมในด้านการเป็นผู้นำ

                2) เป็นการประหยัดงบประมาณจำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายเพื่อทำสงคราม ซึ่งจะส่งผลให้ได้คะแนนนิยมในด้านเศรษฐกิจ

                3) เป็นการสงวนทรัพยากรทางทหารเพื่อให้สหรัฐฯ สามารถบริหารจัดการกิจการด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับคะแนนนิยมในด้านความมั่นคง

                4) เป็นการเพิ่ม บทบาทที่ดีขึ้นกับประเทศมุสลิม หากมีการถอนทหารออกจากพื้นที่ตะวันออกกลางจริง ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับคะแนนนิยมในด้านกิจการต่างประเทศและการทูต



ผลจากการปฏิบัติการสังหารบิน ลาเดน

            จากที่กล่าวมาในข้างต้น จะเห็นได้ว่าการที่สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารออกมายังตะวันออกกลาง เป็นระยะเวลานาน ด้วยสาเหตุเริ่มแรกคือ ภายหลังจากการก่อวินาศกรรม 11 ก.ย.44 ด้วยการกล่าวหาว่ากลุ่มอัลกออิดะห์ ที่มี นาย บิน ลาเดน เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 ปี สหรัฐฯ ได้สูญเสียงบประมาณ จำนวนมหาศาล และชีวิตทหารจำนวมาก และยังไม่มีแนวโน้มที่สถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น ประกอบกับการเข้าการส่งกำลังออกไปยังอัฟกานิสถานและอิรัก นั้นเป็นนโยบายของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช สังกัดพรรคริพับลิกัน แต่ปัจจุบัน เก้าอี้ประธานาธิบดี ได้เป็นของ โอบามา สังกัดพรรคเดโมแครต ผู้ซึ่งมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะพาทหาสหรัฐฯ ที่อยู่ในอิรัก และอัฟกานิสถาน กลับบ้าน

            ประกอบกับเดือน ก.ค.54 นี้ สหรัฐฯ มีแผนที่จะถอนกำลังออกจาก อัฟกานิสถาน การเสียชีวิตครั้งนี้ของ บิน ลาเดน จึงเป็นเรื่องที่สามารถตอบคำถามการถอนกำลังกลับได้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะสาเหตุของการส่งทหารออกเพื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ได้บรรลุผล เป็นการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า สามารถซื้อใจประชาชนชาวอเมริกันไว้ได้

            ความจริงหากเข้าใจการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในปี 53 และการเพิ่มระดับการปฏิบัติการทางทหารที่ไล่ล่า ผู้นำตาลีบาน จวบจนกระทั่งเจอบิน ลาเดน และสังหารได้ในที่สุดนั้น เป็นเหตุการณ์ที่มีความต่อเนื่องและสมเหตุสมผล สหรัฐฯ สามารถสังหารผู้นำตาลีบานได้ถึง 900 คน นั่นก็หมายถึง การสลายขีดความสามารถของตาลีบาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่คอยคุ้มครองให้กลุ่มอัลกออิดะห์ ทำให้ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนและสอดคล้องกับแผนการถอนทหารที่จะเกิดขึ้น ใน ก.ค.54 นี้

            ถึงแม้การเสียชีวิตของบิน ลาเดนนั้น หลายฝ่ายอาจจะมีข้อสงสัยว่าเขาเสียชีวิตจริงหรือไม่ เขาอาจจะยังไม่เสียชีวิต หรือเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรการเสียชีวิตของ บิน ลาดิน โดยการประกาศอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ได้กลายมาเป็นสัญญาลักษณ์ของการสิ้นสุดภารกิจที่ยาวนาน และเสียงบประมาณและชีวิตคนอเมริกัน ไปจำนวนมาก และกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี โอบามา ได้เป็นวีรบุรุษผู้ที่ได้แก้แค้นให้กับอเมริกันชน

            แต่ความจริงแล้วถึงแม้ สหรัฐฯ จะถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะทิ้งอัฟกานิสถานไปอย่างถาวร แต่ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ได้ลงทุนสร้างสิ่งปลูกสร้างสำรับการเป็นฐานทัพถาวรในอัฟกานิสถาน สองถึงสามแห่ง ประกอบกับ ในปี 53 ที่ผ่านมาได้มีการประกาศจาก เพนตากอน ว่ามีการค้นพบสินแร่ที่มีมูลค่า กว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จนมีการกล่าวกันว่า อัฟกานิสถาน จะกลายเป็น “Saudi Arabia of lithium” หรือ เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยลิเทียม

            ไม่เพียงแต่มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์แล้ว อัฟกานิสถานยังเป็นประเทศที่มีภูมิรัฐศาสตร์ดีในแง่ภูมิประเทศสูงข่ม เพราะเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศอิหร่าน ชายแดนติดประเทศปากีสถานที่มีชายแดนติดกับอินเดีย และประเทศทาจิกิสถานที่มีชายแดนติดกับจีน ซึ่งหากมองผ่านมิติภูมิรัฐศาสตร์แล้ว อัฟกานสถานเป็นประเทศที่มี ภูมิยุทธศาสตร์ดี ที่เชื่อมโยงกับ 3 ประเทศที่มีความเกี่ยวพันเชิงผลประโยชน์กับ สหรัฐฯ คือ อิหร่าน จีน และ อินเดีย

            ดังนั้นการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่เข้าสังหาร บิน ลาเดน จึงกลายมาเป็น จุดเริ่มที่ทหารสหรัฐฯ จะได้กลับบ้านเกิด ไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิต ต่อจากนี้ไปจะทำการโอนความเสี่ยงให้กับ กองทัพอัฟกานิสถานให้สู้รบกับตาลีบานต่อไป ส่วนสหรัฐฯ ก็อาจจะคงกำลังไว้ในลักษณะของการเป็นที่ปรึกษาทางทหาร และ อาจจะได้ประโยชน์จากการเข้าไปมีสัมปทาน แร่ลิเทียม ในอัฟกานิสถาน และหลังจากทหารกลับบ้าน ทหารเหล่านั้นและพ่อแม่ญาติพี่น้องของทหารเหล่านั้น ก็จะพากันไปเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้ที่เป็นวีรบุรุษของชาวอเมริกันชน ที่สามารถแก้แค้นให้กับคนทั้งชาติ เรื่องเหล่านี้เป็นแค่นิทานที่ผมเล่า อย่าเชื่อเรื่องเล่าผมแต่ต้องรอดูกันต่อไป ...................เอวังครับ









วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

ทฤษฏีสมคบคิด - มองสถานการณ์ในลิเบียผ่านทฤษฏีสมคบคิด




พันเอก ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง
นักวิชาการด้านความมั่นคงอิสระ



วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2554
สถานการณ์โดยรวม


       จากวันที่สหประชาชาติ โดยคณะมนตรีความมั่นคง เริ่มมีมติ 1973 ที่บังคับให้เกิด No Fly Zone เหนือน่านฟ้าลิเบีย ภายใต้กฏบัตรสหประชาชาติ หมวดที่ 7 (Chapter VII, UN Charter) ที่ตามมาด้วยการโจมตีภายใต้การนำของ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ต่อมาสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีที่ค่อนข้างระมัดระวัง ในการแสดงต่อ การโจมตีลิเบีย และไม่แสดงตนเป็นผู้นำในการปฏิบัติการ ต่อมาสหรัฐฯ เริ่มถอยห่างออกจากการปฏิบัติการในลิเบีย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศของสหรัฐฯ เองที่ทำให้ต้องสงวนท่าที และ ที่สำคัญ สหรัฐฯ ใช้น้ำมันจากประเทศลิเบีย เพียง 3% ในขณะที่ประเทศรายใหญ่คือ ฝรั่งเศส อังกฤษ ที่ใช้น้ำมันจากประเทศลิเบีย ถึง 30% - 40% ทำให้ภาพในปัจจุบันความรับผิดชอบหลักในลิเบียเป็นกลายมาเป็นของ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO)
        ภายหลังจากความรับผิดชอบทั้งมวลในลิเบียตกเป็นของ NATO สิ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นคือ ความสามารถในการปฏิบัติการในลิเบีย เพราะประเทศเดียวในโลกที่สามารถนำกำลังจำนวนมหาศาล ไปยังประเทศไหนก็ได้ในโลกคือ สหรัฐฯ ถ้าสหรัฐฯ ไม่นำกำลังเข้าไปในลิเบียแล้ว ประเทศอื่นก็ยากที่จะทำได้ เพราะถ้าประเทศอื่นจะทำได้ต้องประกาศสงคราม เพราะต้องให้ผู้บริหารประเทศ หรือรัฐสภาของประเทศตนอนุมัติ ทำให้ภาพความชัดเจนของความสำเร็จในการโค่นล้มอำนาจของ พ.อ.กัดดาฟี่ จึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
        ดังนั้นหากจะต้องการให้ความได้เปรียบที่เกิดขึ้นในลิเบียสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ชาติตะวันตกที่เข้าไปยังลิเบียหวังไว้ จะต้องใช้แนวทางเดียวคือ การทำสงครามนอกแบบ (Unconventionl Warfare) หรือที่รู้จักกันในชื่อ สงครามกองโจร (Guerilla Warfare) โดยการฝึกสอนการใช้อาวุธและยุทธวิธีสงครามกองโจร และส่งอาวุธให้กลุ่มต่อต้าน ดังจะเห็นได้จากข่าวการส่งอาวุธ ของฝรั่งเศสผ่าน กาตาร์ ซึ่งฝรั่งเศสก็ไม่ได้ส่งอาวุธให้โดยตรงอาจจะมีข้อจำกัดบางประการไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความสัมพันธ์กับประเทศมุสลิม และที่สำคัญคือ ฝรั่งเศส ในช่วงหลังจากสงครามเย็นมานั้น ฝรั่งเศสอาจจะไม่มีประสบการณ์และทรัพยากรมากพอในการทำสงครามนอกแบบ เพราะประเทศที่มีศักยภาพในการทำสงครามนอกแบบภายหลังจากสงครามเย็นยุติ ต้องเป็นประเทศที่มีนโยบายส่งการแผ่อำนาจทางทหาร ซึ่งนั่นก็คือสหรัฐฯ นั่นเอง เพราะในยุคสงครามเย็นกองทัพสหรัฐฯ มีกำลังมากพอและมีประสบการณ์ในการจัดตั้งกองโจรมาตั้งแต่สงครามเวียดนามตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยังตั้งกองโจรในหลายประเทศ เช่น ในอัฟกานิสถาน และ อิรัก ที่เห็นได้อย่างเด่นชัด ยังไม่นับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ปรากฏให้เห็น
        จริงอยู่แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะมีประสบการณ์และชื่อเสียงในเกี่ยวกับสงครามนอกแบบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะหลังจากฝรั่งแศสพ่ายแพ้ต่อเยอรมัน ฝรั่งเศสก็ต้องใช้สงครามกองโจรสู้กับเยอรมัน หรืออังกฤษ ทำสงครามกองโจรที่มีชื่อเสียง ในนามของ ลอเรนซ์แห่งอาระเบีย (Lawrence of Arabia) การรบในมาลายู แต่ในช่วงหลังสงครามเย็นเป็นตนมา การทำสงครามกองโจรของอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นไปอย่างจำกัด และรวมทั้งการจัดหน่วยรบพิเศษต่างๆ (หน่วยรบพิเศษเป็นทหารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสงครามกองโจร) ของทั้งสองประเทศยังมีจำนวนไม่มากและมีขอบเขตปฏิบัติการไม่เท่ากับสหรัฐฯ ได้เลย ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงทำให้การปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ของ NATO จึงเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอน ขาดพลังอำนาจที่มีความเด็ดขาดอย่างเห็นได้ชัด
        อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือน มี.ค.54 ทางสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ทาง หน่วยข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency : CIA) สหรัฐฯได้อนุมัติให้ ทาง CIA เข้าไปจัดหาและส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับทางกลุ่มต่อต้านในลิเบียได้ การส่ง CIA เข้าไปปฏิบัติการนั้นความจริงไม่เป็นเรื่องใหม่อะไร เพราะ CIA เคยทำงานในลักษณะนี้มาหลายครั้งในหลายประเทศแล้ว แต่การส่ง CIA เข้าไปนั้นจะมีความแตกต่างกับส่งหน่วยรบพิเศษที่ชื่อ Green Beret เพราะหน่วย Green Beret นั้นเป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ในการจัดตั้งกองโจร ( 1 ชุดปฏิบัติการ 12 นาย สามารถจัดตั้งกองโจรได้ 1,500 คน) แต่ CIA นั้นเป็นหน่วยงานข่าว การเข้าไปนั้นเป้าหมายหลักคืองานด้านข่าวกรอง และอาจจะเป็นที่ปรึกษาทางทหารให้กับกลุ่มต่อต้านได้ แต่อาจจะไม่เหมาะกับการจัดตั้งกองโจร หรือ ฝึกกองโจร ความจริงแล้ว อังกฤษเองก็ได้ส่งหน่วยรบพิเศษ (น่าจะเป็น Special Air Services : SAS) และหน่วย MI 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรอง ของอังกฤษ ประมาณ ไม่เกิน 20 คน เข้าไปปฏิบัติการในลิเบีย
        ในช่วงกลางเดือน เม.ย.54 ที่ผ่านมาได้ปรากฏข่าวว่า พ.อ.กัดดาฟี่ ได้ยอมรับ Roadmap ที่เสนอโดยสหภาพแอฟริกา ในการที่จะหยุดยิงกับฝ่ายกลุ่มต่อต้าน โดย พ.อ.กัดดาฟี่ สามารถอยู่ต่อในอำนาจได้ แต่ฝ่ายกลุ่มต่อต้านยังปฏิเสธ Roadmap เนื่องจากฝ่ายกลุ่มต่อต้านต้องการให้ พ.อ.กัดดาฟี่ และลูกชายออกนอกประเทศในทันที การก้าวเข้ามามีส่วนร่วมและแสดงท่าทีของ สหภาพแอฟริกา ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทสำคัญของภูมิภาค สำหรับ สหภาพแอฟริกา นั้นจะมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่ผ่านมา สภาของสหรัฐฯ ได้อนุมัติงบประมาณ 173 ล้านเหรียญ ให้กับกองกำลังของสหภาพแอฟริกา เพื่อใช้ในภารกิจรักษาสันติภาพ ที่ ดาร์ฟู ประเทศซูดาน ปัจจุบันกองทัพไทยก็ส่งกำลังทหารไปรักษาสันติภาพที่นั่น
        ปัจจุบันได้มีข่าวว่าทาง NATO ที่สนับสนุนการปฏิบัติการในลิเบียเริ่มที่จะขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะส่งให้กลุ่มต่อต้านเนื่องจากสหรัฐฯ ถอนตัว ทำให้เป็นการตอกย้ำว่าความสามารถในการทำสงครามกองโจร ในลิเบียเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะหัวใจหลักในการทำสงครามกองโจรคือ ความสามารถในการสนับสนุนของประเทศอุปถัมภ์ (Sponsor) นอกจากนี้การที่กลุ่มต่อต้านได้แถลงการณ์ตำหนิ NATO ว่าการโจมตีฝ่าย พ.อ.กัดดาฟี่ ของ NATO เป็นไปอย่างไม่เด็ดขาด ประเด็นเหล่านี้ทำให้สะท้อนถึงโอกาสแห่งความสำเร็จของการใช้กองโจร (กลุ่มต่อต้าน) ที่เป็นไปด้วยความยากมากขึ้น
มองลิเบียผ่านทฤษฏีสมคบคิด
        ก่อนที่จะเขียนถึงทฤษฏีสมคบคิดนั้นคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทฤษฏีสมคบคิดนั้นเป็นการมองปัญหาที่เกิดขึ้นในลักษณะของการอนุมาน ไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ปรากฏให้เห็นมากนัก โดยมากผู้ที่ใช้มักจะเชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่างที่เกิดขึ้นเข้าด้วยกัน แต่การเชื่อมโยงนั้นไม่มีสิ่งใดระบุได้อย่างชัดเจน เป็นเพียงการอนุมานเท่านั้น และก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดในมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติของ สัจจะนิยม (Realisim) ยังคงเป็นเรื่องที่ประเทศที่มีพลังอำนาจของชาติที่ทรงพลังและเข้มแข็ง ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกประเทศ เพื่อรักษาสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ของชาติ (National Interest) เป็นสำคัญ
        สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงทฤษฏีสมคบคิดสำหรับสถานการณ์ในลิเบีย นั้นเกิดมาจากความสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ของทวีปแอฟริกา ที่ปัจจุบันยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีให้ใช้จำนวนมหาศาล ประกอบกับการการเติบโตของประเทศต่างๆ หลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การค้าเสรี และ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร แต่หากเมื่อไรมีสิ่งใดที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ แล้ว สหรัฐฯ เลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ ของประเทศตนก่อนโดยไม่สนใจว่าจะละเมิดสิ่งใดบ้าง หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นประเทศที่ “Walk like a realist, Talk like a liberal.” เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ในทวีปแอฟริการเป็นสิ่งที่ต้องแย่งชิง เพื่อครอบทรัพยากรที่สำคัญ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิต ที่นำไปสู่การบริโภคในที่สุด สิ่งที่ยืนยันความสำคัญของประเด็นนี้คือ การเข้าโจมตีทางอากาศของ สหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตร เพราะยังมีที่อื่นในโลกที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ และรวมถึงการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกลุ่มต่อต้าน อีกด้วย
        นอกจากนี้สหรัฐเป็นประเทศที่มีประวัติหลายครั้งที่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศที่เป็นคู่ปรปักษ์ด้วยการติดต่อคู่ขัดแย้งทั้งสอง เช่นในสงครามอิรัก – อิหร่าน 8 ปี ที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิรัก แต่แอบขายอาวุธแบบลับๆ ให้กับอิหร่าน จนเป็นคดีความกันขึ้นมาจนโด่งดังไปทั่วนั้นคือ กรณี อิหร่าน คอนทรา
        ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีที่สนับสนุนแนวคิดในการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ดังที่ปรากฏตามสื่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี จอร์จ บุช ประธานาธิบดีบิล คลินตัน และ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประกอบกับได้เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศของระเทศต่างๆ ทั้งรูปแบบ การทูต การเศรษฐกิจ และ การทหาร ในระดับที่แตกต่างตามบริบทของประเทศนั้นๆ
        ต่อมาคือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของลิเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือน้ำมัน ที่เด่นชัดคือ การให้กลุ่มต่อต้านยึดครองเมืองสำคัญที่มีน้ำมัน และอนุญาตให้กลุ่มต่อต้านขาย น้ำมันเพื่อนำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และเป็นทุนในการทำสงครามกับกองกำลังของ พ.อ.กัดดาฟี่ ดังจะเห็นได้จากที่สหรัฐฯ ยินยอมให้กลุ่มต่อต้าน ขายน้ำมันได้ และที่ผ่านมาได้มีการส่งขายออกไปยังกาตาร์ และจีน
        การเสนอ Roadmap โดยสหภาพแอฟริกา ถึงแม้ว่าสหภาพแอฟริการจะเป็นองค์กรหลักในภูมิภาค ที่ให้ความสนใจกับสถานการณ์ในลิเบีย แต่ต้องสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ ความสัมพันธ์ที่ดีของ สหภาพแอฟริกา กับ สหรัฐฯ และ สหภาพยุโรป ทำให้การเสนอแผนปฏิรูป ตาม Roadmap อาจมีวาระซ่อนเร้น ที่นำไปสู่การเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในลิเบีย นอกจากนี้ สหภาพแอฟริกา ยังเป็นองค์กรที่มีชื่อปรากฏว่าเป็นหนึ่งใน จุดหลักสำคัญ (major milestones) ในแนวคิด New World Order
        จากที่กล่าวมาในข้างต้นสามารถแบ่งความเป็นไปได้หากวิเคราะห์สถานการณ์ในลิเบียผ่านทฤษฏีสมคบคิด เป็นฉากทัศน์ได้ดังนี้
        ฉากทัศน์ที่ 1 : การแบ่งแยกลิเบียในส่วนที่มีน้ำมัน แล้วเข้าใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจน้ำมัน แนวคิดนี้จะมีสิ่งปรากฏให้เห็นชัดคือ การช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มต่อต้านในการยึดครอง เมืองต่างๆ และตามมาด้วยการให้กลุ่มต่อต้านสามารถส่งออกน้ำมันแล้ว นำรายได้มาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อนำมาต่อสู่กับกองกำลังของ พ.อ.กัดดาฟี่ แนวทางนี้จะเป็นประโยชน์ในการณีที่สถานการณ์ไม่พัฒนาไปจากปัจจุบัน คือ ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถรุกคืบหน้าได้ แต่ซึ่งก็ไม่มีความสำคัญใดๆ แล้ว เพราะหากเป็นอย่างนี้กลุ่มต่อต้านก็ต้องขายน้ำมันนำมาซื้อาวุธสู้กับ พ.อ.กัดดาฟี่ตลอดไป ปัจจุบัน มีการส่งออกน้ำมันของกลุ่มต่อต้านในลิเบีย ประเทศที่ซื้อน้ำมันจากลิเบียไปแล้วคือ กาตาร์ และจีน ปัจจุบัน กลุ่มต่อต้านรัฐบาลสูบน้ำมันดิบจากบ่อประมาณ 80,000-120,000 บาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่การก่อความไม่สงบในช่วงกลางเดือน ก.พ.54 ลดลงจาก 420,000 บาร์เรลต่อวัน ในช่วงก่อนเกิดเหตุการก่อความไม่สงบ
        ฉากทัศน์ที่ 2 : การช่วยเหลือให้ พ.อ.กัดดาฟี่ อยู่ในอำนาจต่อ ภายใต้เงื่อนไขการปฏิรูปประเทศ แล้วเข้าใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจน้ำมัน สิ่งที่ยืนยัน ฉากทัศน์นี้คือ การก้าวเข้ามาของสหภาพแอฟริกา เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติการทหาร เพราะประธานาธิบดี โอบามา ประกาศนโยบายหาเสียงก่อนเข้าบริหารประเทศ ว่าจะพาทหารกลับบ้าน (ทหารในอิรัก และอัฟกานิสถาน) แต่พอ ประธานาธิบดี โอบามา สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ก็ไม่สามารถพาทหารกลับบ้านได้ อย่างที่ได้เคยหาเสียงไว้ ทำให้ในลิเบีย สหรัฐฯ ไม่สามารถใช้กำลังทหารของตนได้ แนวทางการเข้าแทรกแซงผ่านทาง สหภาพแอฟริกา จึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด เพราะลิเบีย โดย พ.อ.กัดดาฟี่ จะตอบรับสหภาพแอฟริกา ได้สะดวกและสนิทใจ มากกว่าองค์กรอื่นๆ อย่างสหภาพยุโรป และ สันนิบาตอาหรับ (ลิเบียเคยจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสันนิบาตอาหรับ) อีกทั้ง พ.อ.กัดดาฟี่ ยังสามารถอยู่ในอำนาจต่อได้ ขอเพียงทำการปฏิรูปประเทศ การดำเนินการในลักษณะนี้หากสำเร็จ การเปลี่ยนแปลงในลิเบียจะเป็นการเปลี่ยนผ่านโดยสงบ ซึ่งแนวทางนี้ สหรัฐฯ เคยยื่นข้อเสนอให้กับประเทศไทยในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา นั่นคือ ปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติประชาชน (Reform not Revolution) โดยภายหลังการปฏิรูปประเทศ จะกลายเป็นช่องทางให้สหรัฐฯ เข้ามามีอิทธิพลในลิเบียได้สะดวกมากกว่าเดิม เพราะการปฏิรูปจะนำลิเบียไปสู่การเป็นประเทศที่มี เรื่องเหล่านี้คือ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การค้าเสรี และ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ในระดับที่สูงขึ้น 

บทสรุป

        วันนี้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของประเทศต่างๆ ในโลกล้วนแต่อยู่บนพื้นฐานของ ผลประโยชน์แห่งชาติตนเป็นที่ตั้ง แนวคิดต่างๆ ที่ถูกอ้างถึง ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การค้าเสรี และ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรล้วนแต่เป็นเครื่องมือ ที่ประเทศที่มีกำลังอำนาจของชาติมากกว่าประเทศอื่น ใช้เป็นประตูที่ก้าวเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศที่ด้อยกว่า และมีผลประโยชน์อย่างเพียงพอ ลิเบีย ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการถูกแทรกแซงโดยประเทศที่มีกำลังอำนาจของชาติสูงกว่า
        เมื่อหันมามองประเทศไทยแล้วคงจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า เราจะ Reform not Revolution ได้หรือไม่ เพราะหากเราไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแล้ว เราจะต้องเผชิญกับการเข้ามาแทรกแซงจากประเทศที่มีกำลังอำนาจของชาติที่สูงกว่า จริงอยู่ที่ประเทศไทยไม่ได้มีน้ำมันอย่างประเทศในตะวันออกกลาง แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูมิรัฐศาสตร์ดี มีความเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ วันนี้เราหันมามองเรื่องเหล่านี้กันบางไหม หรือเรามองแต่ว่าทำยังไงจะได้รับการเลือกตั้ง หรือทำยังไงจะได้รักษาผลประโยชน์ต่างๆ ที่ของตนไว้ได้โดยไม่คำนึงถึงว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร